"ลีสซิ่ง"
บางคนรู้จัก บางคนเข้าใจ บางคนแค่เคยได้ยิน แต่คืออะไรไม่แน่ใจ
วันนี้มาทำความรู้จักอีกครั้งกัน
เป็นเวลามากกว่า 45 ปีแล้ว ที่ธุรกิจลีสซิ่งได้ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทย
หลังจากที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำต่างๆของโลก อาทิเช่น เกาหลี, ญี่ปุ่น,สหรัฐอเมริกา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีความเข้าใจที่สับสน และไม่ถูกต้องเกี่ยวกับธุรกิจลีสซิ่งอยู่หลายประการที่ทำให้ธุรกิจนี้เป็นที่รู้จักและยอมรับในวงจำกัด
ทั้งที่โดยแท้จริงแล้ว ลีสซิ่ง เป็นเครื่องมือทางการเงินอย่างหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ ให้สามารถขยายธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว
และยังเป็นปัจจัยที่ช่วยในการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก
ลีสซิ่งคืออะไร
มีความเข้าใจที่สับสนเกี่ยวกับความหมายของคำว่าลีสซิ่ง โดยทั่วไปมักจะเข้าใจว่าเป็นธุรกิจเดียวกันกับการเช่าซื้อ(Hire-Purchase)
เนื่องจากมีผู้ประกอบการเช่าซื้อหลายรายที่ตั้งชื่อกิจการของตนโดยนำคำว่า ลีสซิ่ง มาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อ
ซึ่งแท้จริงแล้ว ธุรกิจทั้งสองมีความแตกต่างกันในด้านต่างๆหลายประการ
โดยลักษณะทั่วไปของลีสซิ่งแล้วพอจะสรุปได้ว่าลีสซิ่งคือ
“การให้เช่าทรัพย์สินที่ได้มีกำหนดเวลาที่แน่นอน ซึ่งผู้เช่ายังไม่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น แต่ผู้ให้เช่าได้ให้สิทธิแก่ผู้เช่า ที่จะซื้อทรัพย์สินนั้น
เป็นกรรมสิทธิ์ได้หลังจากที่สัญญาเช่าครบกำหนดแล้วในราคาที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันก่อน หรืออาจจะขอขยายระยะเวลาเช่าออกไปอีกช่วงหนึ่ง”
คำจำกัดความข้างต้น เป็นคำจำกัดความที่กำหนดขึ้นจากลักษณะของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งต้องทำความเข้าใจ ณ ที่นี้ว่า
ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดคำนิยามของคำว่า ลีสซิ่ง อย่างเป็นทางการ รวมทั้งยังไม่มีกฎหมายที่กล่าวถึงธุรกิจนี้แต่ประการใด
คงมีแต่ ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2534
ในการกำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตให้บริษัทเงินทุนประกอบกิจการให้เช่าทรัพย์สินแบบลีสซิ่ง
ที่ได้ให้ความหมายของ “การให้เช่าทรัพย์สินแบบลีสซิ่ง” ไว้ดังนี้
“การให้เช่าทรัพย์สินที่ผู้ให้เช่าจัดหามาจากผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย หรือทรัพย์สินซึ่งยึดได้จากผู้เช่ารายอื่น
เพื่อให้ผู้เช่าได้ใช้ประโยชน์ในกิจการ อุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรือกิจการบริการอย่างอื่นเป็นทางการค้าปกติ
โดยผู้เช่ามีหน้าที่ต้องบำรุงรักษาและซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่า ทั้งนี้ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนครบกำหนดเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้
แต่ผู้เช่ามีสิทธิ์ที่จะซื้อหรือเช่าทรัพย์สินนั้นต่อไป ในราคาหรือค่าเช่าที่ได้ตกลงกัน”
และคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่องการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ได้ให้ความหมายของคำว่า ลีสซิ่ง ว่า
“คำว่าการให้เช่าทรัพย์สินแบบลีสซิ่ง หมายความว่า การให้เช่าทรัพย์สินที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้
1 ผู้ให้เช่า เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่มีทุนจดทะเบียนที่ได้รับชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 60ล้านบาท
และเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 82/3 แห่งประมวล รัษฎากร
2 ผ้เูช่าเป็นนิติบุคคล
3 การกำหนดเวลาเช่าต้องมีระยะเวลาตั้งแต่ 3 ปี ขึ้นไป เว้นแต่ทรัพย์สินที่ให้เช่าเป็นทรัพย์สินที่ยึดมาจากผู้เช่ารายอื่น
ระยะเวลาในการเช่าอาจไม่ถึง 3ปี ก็ได้”
หากเปรียบเทียบระหว่างการเช่าโดยทั่วไป (Rent) กับการเช่าแบบลีสซิ่ง (Lease) และการเช่าซื้อ (Hire-purchase)
จะพบว่า มีลักษณะสำคัญเฉพาะธุรกิจแตกต่างกันดังนี้
การเช่าทั่วไป (Rent) สามารถให้เช่าทรัพย์สินได้ทุกประเภท โดยระยะเวลาการเช่าไม่บังคับแน่นอน สามารถยกเลิกการเช่าได้
ผู้เช่าไม่มีสิทธิ์ในการเลือกซื้อเมื่อสิ้นสุดสัญญา
ตัวอย่างของการเช่าประเภทนี้ เช่น การเช่ารถขับ, การเช่าห้องพัก รายวัน เป็นต้น ซึ่งมีกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติที่ชัดเจน
การเช่าซื้อ (Hire-Purchase) เป็นการซื้อขายสินค้าโดยผู้ซื้อแบ่งการชำระเงินเป็นงวดๆ เมื่อชำระครบถ้วนก็ได้กรรมสิทธิ์ไป
ตัวอย่างของการเช่าซื้อที่นิยมกันมากได้แก่ การเช่าซื้อรถยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งมีกฎหมายและธรรมเนียมปฏิบัติที่ชัดเจนเช่นกัน
การเช่าแบบลีสซิ่ง (Lease) เป็นการให้เช่าตามความประสงค์ของผู้เช่า ผู้ให้เช่าจะจัดซื้อทรัพย์สินตามที่ผู้เช่าประสงค์เป็นครั้งๆไป
มีระยะเวลาการเช่าที่แน่นอน หากจะยกเลิกการเช่า ต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่าย
ผู้เช่ามีสิทธิ์ที่จะซื้อทรัพย์สินที่เช่าได้ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่รองรับโดยตรง แต่สามารถยึดกฎหมายเรื่องการเช่าประกอบกับธรรมเนียมปฏิบัติด้านการเช่า และเช่าซื้อ มาใช้อ้างอิงได้
อย่างไรก็ตาม จากการรวบรวมลักษณะของลีสซิ่งที่เกิดขึ้นในสากลและในประเทศไทยไว้ พอจะสรุปได้ดังนี้
(1) ลีสซิ่ง คือการให้เช่าทรัพย์สิน โดยตกลงระยะเวลาเช่าที่แน่นอนไว้ตั้งแต่วันทำสัญญาเช่า โดยทั่วไปสัญญาเช่าจะไม่สามารถยกเลิกได้
เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากทั้ง 2 ฝ่าย แต่สามารถขยายระยะเวลาให้ยาวขึ้นได้ ซึ่งโดยทั่วไประยะเวลาเช่าอยู่ระหว่าง 3-5 ปี
(2) ทรัพย์สินที่บริษัทลีสซิ่งให้เช่า เป็นทรัพย์สินที่สั่งซื้อตามความต้องการของผู้เช่าหลังจากที่ได้ทำสัญญาเช่าแล้ว ไม่มีการสั่งซื้อล่วงหน้าไว้ก่อน
(3) ค่าเช่า เป็นจำนวนเงินที่กำหนดแน่นอนตลอดอายุสัญญาเช่า ไม่เปลี่ยนแปลงตามอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงิน (Fixed rate)
นอกจากผู้เช่าและผู้ให้เช่าจะตกลงกันเป็นอย่างอื่น เช่น ใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัวปรับทุกหกเดือน แต่ค่าเช่าสามารถกำหนดให้จ่ายเท่ากันทุกงวด
หรือไม่เท่ากันทุกงวด ก็ได้
(4) หน้าที่ในการสั่งซื้อสินค้า เป็นของผู้ให้เช่า โดยจะต้องได้รับความเห็นชอบในเรื่องรายละเอียดสินค้า, ราคาและกำหนดการส่งสินค้าจากผู้เช่า หากสินค้าต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ผู้ให้เช่าก็สามารถเปิด L/C สั่งซื้อผ่านธนาคารให้ได้เช่นกัน
(5) หลักฐานเอกสารในการสั่งซื้อสินค้าและการชำระเงิน จะต้องทำในนามของผู้ให้เช่า ในกรณีที่ผู้เช่าได้ดำเนินการสั่งซื้อสินค้าไปแล้ว
และขอทำลีสซิ่งในภายหลังก็สามารถทำได้ โดยการนำทรัพย์สินนั้นมาขายให้ผู้เช่า และขอเช่ากลับคืนไป (Sale and Lease Back)
(ุ6) ในกรณีที่ผู้เช่าได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ผู้เช่าจะต้องเป็นผู้นำเข้าสินค้าเอง เพื่อรับสิทธิทางด้านภาษี
หลังจากนั้นจึงยื่นขออนุมัติต่อ BOI เพื่อทำลีสซิ่งโดยการทำ Sale and Lease Back
(7) ตลอดอายุสัญญาเช่า จะต้องมีการทำประกันภัยทรัพย์สินที่เช่าตามเงื่อนไขที่ผู้ให้เช่ากำหนด
และผู้เช่าต้องดูแลทรัพย์สินที่เช่าให้อยู่ในสภาพที่ดีตลอดเวลา
(8) การคำนวณค่าเช่าโดยส่วนใหญ่ จะใช้วิธีคำนวณแบบเงินกู้ที่เรียกว่า ลดต้นลดดอก
โดยนำเงินมัดจำและราคาซื้อเมื่อสิ้นสุดสัญญา มาเป็นปัจจัยในการคำนวณด้วย
(9) ค่าเช่าที่ผู้เช่าชำระ จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย และผู้เช่าต้องหัก ภาษี ณ ที่จ่าย 5%
(10) โดยทั่วไป ผู้ให้เช่ามักจะเรียกเก็บเงินมัดจำการเช่า (Deposit) จากผู้เช่าจำนวนหนึ่งในวันทำสัญญาเสมือนหนึ่งเป็นหลักประกัน
และจะคืนให้เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า
(11) เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า ผู้เช่าสามารถเลือกดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ดังต่อไปนี้
- ต่ออายุสัญญาเช่าออกไปอีกระยะเวลาหนึ่ง (Renew)
- ขอซื้อทรัพย์สินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของตน ในราคาที่ตกลงกัน (Exercise Option)
- นำทรัพย์สินมาคืนให้แก่ผู้เช่า ในสภาพที่ดี สามารถใช้การได้ปกติ (Return)
ในปัจจุบัน ทางเลือกข้อสุดท้ายยังไม่มีการใช้อย่างแพร่หลายนักสำหรับการทำลีสซิ่งในประเทศไทย เนื่องจากยังไม่มีตลาดรองรับ
สำหรับสินค้าใช้แล้ว ผู้เช่าจึงมีทางเลือกเพียง 2 ประการเท่านั้น
ยกเว้นกรณีรถยนต์นั่ง ซึ่งเป็นการเช่าใช้ในกิจการ เช่น รถประจำตำแหน่ง ผู้เช่ามักเลือกที่จะนำมาคืนเพื่อเช่าคันใหม่แทน เมื่อครบกำหนดการเช่า
(12) ผู้เช่าเป็นผู้รับผิดชอบในค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการโอนกรรมสิทธิ์
และค่าใช้จ่ายประจำต่างๆ เช่น การต่อภาษีประจำปีของรถยนต์, การต่อใบอนุญาตต่างๆ เป็นต้น
(13) บางบริษัทอาจจะเสนอการเช่าทรัพย์สิน รวมกับบริการอื่นๆ (Full Service Lease, Bundle Lease)
เช่น ให้เช่ารถยนต์ พร้อมประกันและบำรุงรักษา โดยนำต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากบริการเหล่านั้น มารวมเป็นต้นทุนในการคำนวณค่าเช้าด้วย
ทั้งหมดนี้ เป็นหลักการของธุรกิจลีสซิ่งโดยสังเขป ซึ่งในแง่ของการทำธุรกิจ ก็อาจมีแนวทางที่แตกต่างกันไปแต่ละบริษัท
เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีข้อกำหนด หรือกฎหมายที่กล่าวถึง ธุรกิจลีสซิ่ง โดยเฉพาะ
ดังนั้นผู้ประกอบการแต่ละรายอาจมีเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ที่แตกต่างกัน แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของ “ลีสซิ่ง” ตามเนื้อหาข้างต้นนี้
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
คณิต ลิมปิ พิชัย
สนใจสินเชื่อ สอบถามเพิ่มเติม : 02-117-5800
02-117-5814 ถึง 5816
#ลีสซิ่ง #สินเชื่อ #การเงิน #กู้ #กู้เงิน #เงินกู้ #เตือนภัย #สแกมเมอร์ #มิจฉาชีพ #สินเชื่อรถ #ไฟแนนซ์รถ #ไฟแนนซ์รถบรรทุกpantip #รถบรรทุกมือสอง #leasing #airaleasing #ail #หนี้ #ไฟแนนซ์รถบรรทุก #ใบขับขี่ #สินเชื่อทะเบียนรถ #ดอกต่ำ #ดอกเบี้ยต่ำ #ผ่อนยาว